บทความวิชาการ
| ชื่อบทความ | ศิลปะจาม |
|---|---|
| ชื่อวารสาร | ศิลปากร |
| ชื่อผู้แต่ง | เสติร์น, ฟิลิปป์ (Stern, Philippe) |
| ชื่อผู้แปล | สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ. |
| รายละเอียดวารสาร | ปีที่ 8 ฉบับที่ 12 (พ.ค. 2498) หน้า 44-56 |
| สาระสังเขป | |
| ศิลปจามอาจแบ่งออกได้เป็น
6 สมัย ดังนี้
1) ศิลปสมัยก่อนฮัวลาย (Hoa-lai) ราวพุทธศตวรรษที่13 2) ศิลปสมัยฮัวลาย ราวพุทธศตวรรษที่14 3) ศิลปสมัยดงเดือง (Dong-Duong)
หรืออินทรปุระ ราวพุทธศตวรรษที่15 4) ศิลปสมัยเมซอน A-1 (Mi-Son A-1) ราวพุทธศตวรรษที่
15 -16 5) ศิลปสมัยบิญดิ่ญ (Binh-Dinh) ราวพุทธศตวรรษที่ 18-19 6) ศิลปสมัยหลังราวพุทธศตวรรษที่ 19-23 สถาปัตยกรรมจามประกอบขึ้นด้วยส่วนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ห่างๆ กัน สร้างด้วยอิฐ เหล่าประสาทสร้างอยู่โดดๆ หรือเป็นหมู่ มีอาคารประกอบ บางครั้งมีมุขหรือห้องยาวๆ สร้างอยู่โดดๆ อยู่ข้างหน้าลวดลายเครื่องประดับเสาติดกับผนังสมัยดงเดืองนั้นเป็นแบบจามอย่างแท้จริง คือ มีลวดลายช่อดอกไม้และลวดลายซึ่งมีรูปคล้ายพิณโดยเฉพาะลายก้านขด ปฏิมากรรมสมัยดงเดืองเป็นที่รู้จักกันดีคือ รูปพระศิวะยืนหรือนั่งชันเข่า ทวารบาลที่มีท่าทางดุร้าย พระพุทธรูปมีจีวรเป็นริ้วใหญ่ทำเป็นชั้นๆ ฐานของรูปเหล่านี้มีรูปบุคคลประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะของชนพื้นเมืองชัดเจน ปฏิมากรรมที่ตราเกียว (Tra Kieu) หรือ จัมปานครี มีรูปร่างคล้ายของจริงแต่ทำขึ้นตามอุดมคติอย่างแปลกประหลาด ลักษณะสำคัญคือ มีความชดช้อย งามสง่าและอ่อนนุ่ม รูปบุคคลและรูปสัตว์มักจะมีลักษณะอ่อนนุ่มและคดโค้งพร้อมกัน ลำตัวเอนเอียงอยู่เหนือบั้นเอว ภาพสลักนูนสูงมีอยู่มากกว่าภาพที่มองเห็นได้รอบด้าน ซึ่งลักษณะนี้เป็นลักษณะของศิลปจามทุกสมัย. |
|